10 อันดับขนมและของว่างยอดนิยมประจำปี 2020

ในญี่ปุ่นมีขนม ของว่างและของขบเคี้ยวมากมาย ต่อไปนี้เป็น 10 อันดับขนม ของว่างและของขบเคี้ยวยอดนิยมประจำปี 2020 ที่ได้รับการโหวตจากคนญี่ปุ่น 14,000  คน

อันดับ 10: โปเตโต้ชิพคอนซอมเมะพันช์ (ポテトチップスコンソメパンチ) จาก Calbee

โปเตโต้ชิพคอนซอมเมะพันช์หรือมันฝั่งทอดรสคอนซอมเม่ (Consomme) ซึ่งเป็นมันฝรั่งทอดที่วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1978  มันฝรั่งทอดถูกปรุงรสด้วยเครื่องปรุงคอนซอมเม่ที่ได้จากการเคี่ยวส่วนผสมของเนื้อไก่ หมู วัว หอมใหญ่ มะเขือเทศ แอปเปิ้ล แครอท และบ๊วยดอง ได้รสชาติมันฝรั่งทอดกรอบที่ยิ่งกินยิ่งเพลิน

อันดับ 9: ช็อคโกพาย (チョコパイ) จาก Lotte

ช็อคโกพายเป็นเค้กนุ่มเคลือบช็อคโกแลตสอดไส้ครีม รสชาติหวานอร่อยนุ่มลิ้นละลายในปาก

อันดับ 8: เมจิช็อคโกแลต โกโก้ 72% (明治 チョコレート効果カカオ 72 %) จาก Meiji

เมจิช็อคโกแลต โกโก้ 72% เป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 50-70 ปี โดยเฉพาะผู้หญิง เมจิช็อคโกแลต โกโก้ 72% อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระคือ โพลีฟีนอล รสหวานปนขมเล็กน้อยสร้างความพึงใจให้แก่ผู้สูงอายุจำนวนมาก

อันดับ 7: คุกกี้เคลือบช็อคโกแลตรูปหน่อไม้ ทาเคโนโกะ โนะ ซาโตะ (たけのこの里) จาก Meiji

ทาเคโนโกะ โนะ ซาโตะ หรือคุกกี้เคลือบซ็อคโกแลตรูปหน่อไม้ ให้รสชาติสมดุลระหว่างคุกกี้หวานกรอบร่วนกับความหวานเข้มของช็อคโกแลต ขนมชนิดนี้ถูกวางขายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1979 และเป็นขนมขวัญใจเด็กญี่ปุ่นยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

อันดับ 6: เมจิแมคคาเดเมียเคลือบช็อกโกแลต (マカダミアチョコレート) จาก Meiji

แมคคาเดเมียเคลือบช็อกโกแลต เป็นของว่างที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนญี่ปุ่นช่วงวัย 50-70 ปี

อันดับ 5: คิทแคท มินิ (キットカット ミニ) จาก Nestle

คิทแคท มินิ เป็นเวเฟอร์เคลือบช็อคโกแลตที่ได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นในช่วงอายุ 40-50 ปี ในหนึ่งวันนั้นบริษัทผู้ผลิตสามารถจำหน่าย คิทแคท มินิ ได้ถึง 4 ล้านชิ้น

อันดับ 4: มันฝรั่งอบจาการิโกะรสสลัด (じゃがりこサラダ) จาก Calbee

จาการิโกะเป็นมันฝรั่งแท่งอบที่วางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1995 และภายใน 25 ปีของการจำหน่ายนั้นได้มีการพัฒนาคิดค้นรสชาติต่างๆ ถึง 130 รส แต่รสซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดก็ยังคงเป็นรสสลัด ขนมขบเคี้ยวชนิดนี้เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่นช่วงวัย 10-20 ปี ด้วยลักษณะเป็นแท่งยาวทำให้ไม่ต้องอ้าปากกว้างเพื่อกินมันฝรั่งอบ อีกทั้งรสสัมผัสแห้งกรุบกรอบทำให้ยิ่งกินยิ่งเพลิน

อันดับ 3: ขนมข้าวอบกรอบคะคิโนะทะเนะ (かきのたね) จาก Kameda

 

คะคิโนะทะเนะเป็นขนมข้าวอบกรอบที่มีรูปร่างเหมือนเมล็ดลูกพลับ (คะคิโนะทะเนะ) ปรุงรสด้วยโชยุและพริกทำให้มีรสเผ็ดเล็กน้อยซึ่งอร่อยเข้ากันได้ดีกับถั่วลิสงที่ผสมอยู่ในถุงด้วย ขนมชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในผู้ชายญี่ปุ่นที่มีอายุในช่วง 50-70  ปี ในการใช้เป็นกับแกล้มกับเครื่องดื่มแอลกฮอล์

อันดับ 2: Meiji Almond อัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลต (アーモンドチョコレート) จาก Meiji

อัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลตจาก Meiji เริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1962 และได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นในช่วงอายุ 60-70  ปี นอกจากความอร่อยที่เข้ากันระหว่างอัลมอนด์กับช็อคโกแลตแล้ว อัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลตได้ชื่อว่าเป็นของว่างที่คงความอ่อนเยาว์ให้แก่คนญี่ปุ่น

อันดับ 1: มันฝรั่งทอดกรอบรสเกลือ (ポテトチップス うすしお味) จาก Calbee

มันฝรั่งทอดกรอบรสเกลือจากคาลบี้ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากคนญี่ปุ่นในช่วงอายุตั้งแต่ 30-50 ปี โดยมันฝรั่งที่นำมาใช้ทอดนั้นคิดเป็นร้อยละ 17 ของมันฝรั่งทั้งหมดที่ผลิตได้ในประเทศ ซึ่งมีคุณภาพที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วเป็นอย่างดี วิธีการทอดก็มีกลไกควบคุมให้ได้มันฝรั่งทอดกรอบถูกใจผู้บริโภค

จากทั้ง 10 อันดับขนมและของว่างยอดนิยมประจำปี 2020 มีขนมหรือของว่างที่ถูกใจผู้อ่านหรือเปล่าคะ        สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ในญี่ปุ่นมีขนม ของว่างและของขบเคี้ยวมากมาย ต่อไปนี้เป็น 10 อันดับขนม ของว่างและของขบเคี้ยวยอดนิยมประจำปี 2020 ที่ได้รับการโหวตจากคนญี่ปุ่น 14,000  คน

อันดับ 10: โปเตโต้ชิพคอนซอมเมะพันช์ (ポテトチップスコンソメパンチ) จาก Calbee

โปเตโต้ชิพคอนซอมเมะพันช์หรือมันฝั่งทอดรสคอนซอมเม่ (Consomme) ซึ่งเป็นมันฝรั่งทอดที่วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1978  มันฝรั่งทอดถูกปรุงรสด้วยเครื่องปรุงคอนซอมเม่ที่ได้จากการเคี่ยวส่วนผสมของเนื้อไก่ หมู วัว หอมใหญ่ มะเขือเทศ แอปเปิ้ล แครอท และบ๊วยดอง ได้รสชาติมันฝรั่งทอดกรอบที่ยิ่งกินยิ่งเพลิน

อันดับ 9: ช็อคโกพาย (チョコパイ) จาก Lotte

ช็อคโกพายเป็นเค้กนุ่มเคลือบช็อคโกแลตสอดไส้ครีม รสชาติหวานอร่อยนุ่มลิ้นละลายในปาก

อันดับ 8: เมจิช็อคโกแลต โกโก้ 72% (明治 チョコレート効果カカオ 72 %) จาก Meiji

เมจิช็อคโกแลต โกโก้ 72% เป็นของว่างที่ดีต่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 50-70 ปี โดยเฉพาะผู้หญิง เมจิช็อคโกแลต โกโก้ 72% อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระคือ โพลีฟีนอล รสหวานปนขมเล็กน้อยสร้างความพึงใจให้แก่ผู้สูงอายุจำนวนมาก

อันดับ 7: คุกกี้เคลือบช็อคโกแลตรูปหน่อไม้ ทาเคโนโกะ โนะ ซาโตะ (たけのこの里) จาก Meiji

ทาเคโนโกะ โนะ ซาโตะ หรือคุกกี้เคลือบซ็อคโกแลตรูปหน่อไม้ ให้รสชาติสมดุลระหว่างคุกกี้หวานกรอบร่วนกับความหวานเข้มของช็อคโกแลต ขนมชนิดนี้ถูกวางขายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1979 และเป็นขนมขวัญใจเด็กญี่ปุ่นยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

อันดับ 6: เมจิแมคคาเดเมียเคลือบช็อกโกแลต (マカダミアチョコレート) จาก Meiji

แมคคาเดเมียเคลือบช็อกโกแลต เป็นของว่างที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนญี่ปุ่นช่วงวัย 50-70 ปี

อันดับ 5: คิทแคท มินิ (キットカット ミニ) จาก Nestle

คิทแคท มินิ เป็นเวเฟอร์เคลือบช็อคโกแลตที่ได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นในช่วงอายุ 40-50 ปี ในหนึ่งวันนั้นบริษัทผู้ผลิตสามารถจำหน่าย คิทแคท มินิ ได้ถึง 4 ล้านชิ้น

อันดับ 4: มันฝรั่งอบจาการิโกะรสสลัด (じゃがりこサラダ) จาก Calbee

จาการิโกะเป็นมันฝรั่งแท่งอบที่วางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1995 และภายใน 25 ปีของการจำหน่ายนั้นได้มีการพัฒนาคิดค้นรสชาติต่างๆ ถึง 130 รส แต่รสซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดก็ยังคงเป็นรสสลัด ขนมขบเคี้ยวชนิดนี้เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่นช่วงวัย 10-20 ปี ด้วยลักษณะเป็นแท่งยาวทำให้ไม่ต้องอ้าปากกว้างเพื่อกินมันฝรั่งอบ อีกทั้งรสสัมผัสแห้งกรุบกรอบทำให้ยิ่งกินยิ่งเพลิน

อันดับ 3: ขนมข้าวอบกรอบคะคิโนะทะเนะ (かきのたね) จาก Kameda

 

คะคิโนะทะเนะเป็นขนมข้าวอบกรอบที่มีรูปร่างเหมือนเมล็ดลูกพลับ (คะคิโนะทะเนะ) ปรุงรสด้วยโชยุและพริกทำให้มีรสเผ็ดเล็กน้อยซึ่งอร่อยเข้ากันได้ดีกับถั่วลิสงที่ผสมอยู่ในถุงด้วย ขนมชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในผู้ชายญี่ปุ่นที่มีอายุในช่วง 50-70  ปี ในการใช้เป็นกับแกล้มกับเครื่องดื่มแอลกฮอล์

อันดับ 2: Meiji Almond อัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลต (アーモンドチョコレート) จาก Meiji

อัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลตจาก Meiji เริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1962 และได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นในช่วงอายุ 60-70  ปี นอกจากความอร่อยที่เข้ากันระหว่างอัลมอนด์กับช็อคโกแลตแล้ว อัลมอนด์เคลือบช็อกโกแลตได้ชื่อว่าเป็นของว่างที่คงความอ่อนเยาว์ให้แก่คนญี่ปุ่น

อันดับ 1: มันฝรั่งทอดกรอบรสเกลือ (ポテトチップス うすしお味) จาก Calbee

มันฝรั่งทอดกรอบรสเกลือจากคาลบี้ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากคนญี่ปุ่นในช่วงอายุตั้งแต่ 30-50 ปี โดยมันฝรั่งที่นำมาใช้ทอดนั้นคิดเป็นร้อยละ 17 ของมันฝรั่งทั้งหมดที่ผลิตได้ในประเทศ ซึ่งมีคุณภาพที่ผ่านการเลือกสรรมาแล้วเป็นอย่างดี วิธีการทอดก็มีกลไกควบคุมให้ได้มันฝรั่งทอดกรอบถูกใจผู้บริโภค

จากทั้ง 10 อันดับขนมและของว่างยอดนิยมประจำปี 2020 มีขนมหรือของว่างที่ถูกใจผู้อ่านหรือเปล่าคะ        สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

“ชิเมะ” เมนูปิดท้ายการทานหม้อไฟให้อร่อยสไตล์คนญี่ปุ่น

เมนูหม้อไฟหรือนาเบะ (鍋) เป็นเมนูยอดนิยมของคนญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อน ผู้เขียนก็ชอบทานมาก ๆ เพราะน้ำซุปร้อน ๆ จากหม้อไฟมันช่างทำให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่นได้ดีเหลือเกิน แต่แรก ๆ ก็เคยพบกับ Culture Shock ในการทานหม้อไฟด้วยเหมือนกัน เพราะหม้อไฟที่คนไทยคุ้นเคยก็จะเป็นสุกี้แบบไทย ที่ลวกเครื่องไป ซดน้ำซุปไป กินข้าว กินบะหมี่ไปพร้อม ๆ กันใช่ไหมละคะ? แต่การทานหม้อไฟของคนญี่ปุ่นนั้นจะต่างจากเราเล็กน้อย เพราะชาวญี่ปุ่นจะเก็บน้ำซุปเอาไว้เพื่อใช้ทำ “ชิเมะ” (締め) หรือเมนูปิดท้ายการทานหม้อไฟ ถึงจะถือได้ว่าหม้อไฟมื้อนั้นเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ คราวนี้เราจะมาบอกเล่าเกี่ยวกับวิธีการทำชิเมะสำหรับการทานหม้อไฟในแบบคนญี่ปุ่นกันนะคะ

จุดกำเนิดของการทำ “ชิเมะ” เวลาทานหม้อไฟ

ในปัจจุบันการทำเมนูปิดท้ายเวลาทานหม้อไฟของชาวญี่ปุ่นนั้นได้กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นใช้วัตถุดิบหลากหลายชนิดในการทำชิเมะ แต่วัตถุดิบหลักที่ใช้ก็คือ ข้าวสวยหรือเส้นราเมง นำไปลงไปต้มในน้ำซุปที่เหลือหลังจากทานเครื่องหม้อไฟจนพอใจแล้ว ถือเป็นการปิดท้ายมื้อหม้อไฟอย่างสมบูรณ์ แต่ในอดีตการทำชิเมะ ถือเป็นวิธีการหนึ่งในการทานข้าวสวยที่เย็นแล้ว เพราะในอดีตยังไม่มีไมโครเวฟไว้อุ่นข้าวได้อย่างสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปการนำข้าวไปต้มในน้ำซุปที่เหลือของหม้อไฟก็ได้กลายเป็นวัฒนธรรมการทานหม้อไฟสไตล์คนญี่ปุ่นไปโดยปริยาย

วิธีการทำชิเมะทานอย่างคนญี่ปุ่น

เมื่อทุกคนอิ่มหน่ำกับวัตถุดิบต่าง ๆ ในหม้อไฟจนได้ที่แล้ว น้ำซุปหม้อไฟก็จะได้รับรสชาติอุมามิจากวัตถุดิบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือผักที่เราทานกันไปเรียบร้อย น้ำซุปตรงนี้แหละที่จะเป็นตัวชูรสอร่อยให้กับเมนูปิดท้าย โดยทั่วไปถ้ารู้สึกว่าทานเนื้อหรือผักจนอยู่ท้องแล้ว ก็จะถึงเวลาทำชิเมะปิดท้ายกันแล้วละค่ะ

ถึงจะไม่มีการกำหนดวิธีการทำตายตัว แต่วิธีการที่ดูดีและได้รับความนิยมก็คือ หากในหม้อไฟมีผักหรือเนื้อสัตว์เหลืออยู่ ให้ตักเนื้อสัตว์และผักที่เหลืออยู่ออกก่อน จากนั้นตักฟองจากการต้ม คราบน้ำมัน เศษกระดูก หรือเปลือกต่าง ๆ ออกจนหมดให้เรียบร้อยก่อน เพื่อให้หลังจากเติมข้าวหรือเส้นราเมงลงไปต้มเป็นชิเมะแล้วจะได้ทานง่ายและมีหน้าตาที่หน้าทาน โดยหลักจากที่นำวัตถุดิบสำหรับทำชิเมะลงไปต้มกับน้ำซุป ก็ตั้งไฟอุ่นให้ร้อนอีกครั้ง เพียงเท่านี้ก็จะได้เต็มอิ่มไปกับความอร่อยของหม้อไฟเป็นครั้งที่ 2 แล้วละค่ะ

 

ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นพัฒนาเมนูชิเมะไปไกลมาก ไม่ได้หยุดไว้ที่ข้าวสวยหรือเส้นราเมงเพียงเท่านั้น แต่ยังมีทั้งการดัดแปลงนำเมนูจากต่างประเทศทั้ง กิมจิ, ชีส, เครื่องเทศ เป็นต้น หรือจะล้ำไปถึงขั้นการดัดแปลงไปเป็นเมนูอื่นเลยเช่น การเติมชีส, เนย, ครีมสด ทำเป็นคาโบนาร่าเลยก็มีค่ะ และนี่ก็เป็นที่มาที่ไปของการทาน “ชิเมะ” เมนูปิดท้ายหม้อไฟสไตล์คนญี่ปุ่น และวิธีการทำพร้อมไอเดียชิเมะแบบร่วมสมัยที่เราอยากให้เพื่อน ๆ ที่รักการทานอาหารญี่ปุ่นได้รู้จักกันนะคะ      สล็อตเว็บตรง

เมนูหม้อไฟหรือนาเบะ (鍋) เป็นเมนูยอดนิยมของคนญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อน ผู้เขียนก็ชอบทานมาก ๆ เพราะน้ำซุปร้อน ๆ จากหม้อไฟมันช่างทำให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่นได้ดีเหลือเกิน แต่แรก ๆ ก็เคยพบกับ Culture Shock ในการทานหม้อไฟด้วยเหมือนกัน เพราะหม้อไฟที่คนไทยคุ้นเคยก็จะเป็นสุกี้แบบไทย ที่ลวกเครื่องไป ซดน้ำซุปไป กินข้าว กินบะหมี่ไปพร้อม ๆ กันใช่ไหมละคะ? แต่การทานหม้อไฟของคนญี่ปุ่นนั้นจะต่างจากเราเล็กน้อย เพราะชาวญี่ปุ่นจะเก็บน้ำซุปเอาไว้เพื่อใช้ทำ “ชิเมะ” (締め) หรือเมนูปิดท้ายการทานหม้อไฟ ถึงจะถือได้ว่าหม้อไฟมื้อนั้นเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ คราวนี้เราจะมาบอกเล่าเกี่ยวกับวิธีการทำชิเมะสำหรับการทานหม้อไฟในแบบคนญี่ปุ่นกันนะคะ

จุดกำเนิดของการทำ “ชิเมะ” เวลาทานหม้อไฟ

ในปัจจุบันการทำเมนูปิดท้ายเวลาทานหม้อไฟของชาวญี่ปุ่นนั้นได้กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นใช้วัตถุดิบหลากหลายชนิดในการทำชิเมะ แต่วัตถุดิบหลักที่ใช้ก็คือ ข้าวสวยหรือเส้นราเมง นำไปลงไปต้มในน้ำซุปที่เหลือหลังจากทานเครื่องหม้อไฟจนพอใจแล้ว ถือเป็นการปิดท้ายมื้อหม้อไฟอย่างสมบูรณ์ แต่ในอดีตการทำชิเมะ ถือเป็นวิธีการหนึ่งในการทานข้าวสวยที่เย็นแล้ว เพราะในอดีตยังไม่มีไมโครเวฟไว้อุ่นข้าวได้อย่างสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปการนำข้าวไปต้มในน้ำซุปที่เหลือของหม้อไฟก็ได้กลายเป็นวัฒนธรรมการทานหม้อไฟสไตล์คนญี่ปุ่นไปโดยปริยาย

วิธีการทำชิเมะทานอย่างคนญี่ปุ่น

เมื่อทุกคนอิ่มหน่ำกับวัตถุดิบต่าง ๆ ในหม้อไฟจนได้ที่แล้ว น้ำซุปหม้อไฟก็จะได้รับรสชาติอุมามิจากวัตถุดิบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือผักที่เราทานกันไปเรียบร้อย น้ำซุปตรงนี้แหละที่จะเป็นตัวชูรสอร่อยให้กับเมนูปิดท้าย โดยทั่วไปถ้ารู้สึกว่าทานเนื้อหรือผักจนอยู่ท้องแล้ว ก็จะถึงเวลาทำชิเมะปิดท้ายกันแล้วละค่ะ

ถึงจะไม่มีการกำหนดวิธีการทำตายตัว แต่วิธีการที่ดูดีและได้รับความนิยมก็คือ หากในหม้อไฟมีผักหรือเนื้อสัตว์เหลืออยู่ ให้ตักเนื้อสัตว์และผักที่เหลืออยู่ออกก่อน จากนั้นตักฟองจากการต้ม คราบน้ำมัน เศษกระดูก หรือเปลือกต่าง ๆ ออกจนหมดให้เรียบร้อยก่อน เพื่อให้หลังจากเติมข้าวหรือเส้นราเมงลงไปต้มเป็นชิเมะแล้วจะได้ทานง่ายและมีหน้าตาที่หน้าทาน โดยหลักจากที่นำวัตถุดิบสำหรับทำชิเมะลงไปต้มกับน้ำซุป ก็ตั้งไฟอุ่นให้ร้อนอีกครั้ง เพียงเท่านี้ก็จะได้เต็มอิ่มไปกับความอร่อยของหม้อไฟเป็นครั้งที่ 2 แล้วละค่ะ

 

ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นพัฒนาเมนูชิเมะไปไกลมาก ไม่ได้หยุดไว้ที่ข้าวสวยหรือเส้นราเมงเพียงเท่านั้น แต่ยังมีทั้งการดัดแปลงนำเมนูจากต่างประเทศทั้ง กิมจิ, ชีส, เครื่องเทศ เป็นต้น หรือจะล้ำไปถึงขั้นการดัดแปลงไปเป็นเมนูอื่นเลยเช่น การเติมชีส, เนย, ครีมสด ทำเป็นคาโบนาร่าเลยก็มีค่ะ และนี่ก็เป็นที่มาที่ไปของการทาน “ชิเมะ” เมนูปิดท้ายหม้อไฟสไตล์คนญี่ปุ่น และวิธีการทำพร้อมไอเดียชิเมะแบบร่วมสมัยที่เราอยากให้เพื่อน ๆ ที่รักการทานอาหารญี่ปุ่นได้รู้จักกันนะคะ      สล็อตเว็บตรง

ญี่ปุ่นก็มีน้ำปลานะ! มารู้จักน้ำปลามีชื่อ 3 ชนิดของคนญี่ปุ่นกัน

น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรสที่ใช้กันในหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง จีน เกาหลี ไทย เวียดนาม และกัมพูชา โดยวิธีการหมักนั้นได้รับการถ่ายทอดกันมาจนมีรสชาติเฉพาะตามแต่ละชาติและผลิตภัณฑ์ มารู้จักน้ำปลา 3 ชนิดในญี่ปุ่น และเมนูที่ใช้น้ำปลาเหล่านี้เป็นเครื่องปรุงรสกันนะคะ

ช็อทซึรุ (Shottsuru, しょっつる)

ช็อทซึรุ เป็นน้ำปลาที่ผลิตได้ที่จังหวัดอาคิตะ จากการนำปลาเนื้ออ่อนชื่อ ฮาตะฮาตะ (ハタハタ) หรือ Sailfin sandfish ที่จับได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมมาหมักกับเกลือ โดยหมักไว้ตามธรรมชาติและคนเป็นครั้งคราว ด้วยว่าจังหวัดอาคิตะมีช่วงฤดูหนาวที่ยาวนานและมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีค่อนข้างต่ำ กระบวนการหมักจึงค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้ระยะเวลาหมักประมาณ  1-2 ปี แล้วจึงนำมากรองแยกเอาน้ำปลามาฆ่าเชื้อและบรรจุขวด น้ำปลาที่ได้มีกลิ่นหอม รสชาติเบา นำมาปรุงอาหารญี่ปุ่นโดยคงรสชาติตามธรรมชาติของวัตถุดิบได้ดี เมนูเด่นที่คนญี่ปุ่นนำน้ำปลาชนิดนี้มาใช้เป็นเครื่องปรุงคือ หม้อไฟช็อทซึรุ ซึ่งเป็นเมนูหม้อไฟร้อนพื้นบ้านของคนจังหวัดอาคิตะ และใช้ปรุงรสยากิโซบะ เป็นต้น

ปลา
ปลาฮาตะฮาตะ
หม้อไฟ
หม้อไฟช็อทสึรุ

อิชิรุและอิชิริ (Ishiru/Ishiri, いしる/いしり)

อิชิรุและอิชิริเป็นน้ำปลาที่ผลิตได้ที่จังหวัดอิชิคาวะ โดยอิชิรุได้จากการนำเครื่องในปลาหมึกมาหมัก ส่วนอิชิริได้จากการหมักปลาซาร์ดีน การหมักวัตถุดิบทั้ง 2 ชนิดเป็นไปตามธรรมชาติจึงมีระยะเวลาการหมักมากกว่า 1 ปี น้ำปลาทั้งสองชนิดอุดมไปด้วยรสชาติอูมามิจากกรดอะมิโน แต่มีรสชาติต่างกันเล็กน้อยคือ อิชิรุจะมีกลิ่นหอมปลาหมึก ส่วนอิชิริจะมีกลิ่นหอมและมีรสชาติเบา คนญี่ปุ่นไม่ค่อยชอบอาหารที่มีกลิ่นและรสชาติโดดเด่นมาก น้ำปลาที่ได้จึงเหมาะที่จะเป็นเครื่องปรุงที่ไม่ทำให้รสชาติอร่อยตามธรรมชาติของเมนูอาหารญี่ปุ่นหายไป โดยนำน้ำปลามาเป็นเครื่องปรุงรสและซอสจิ้ม ได้แก่ ปลาหมึกย่าง ใช้จิ้มซาชิมิ ดองผัก ต้มผัก และเมนูผัด เป็นต้น

อิคานาโกะ โชยุ (Ikanago Shoyu, いかなごしょうゆ)

น้ำปลาชนิดนี้เป็นน้ำปลาที่ผลิตได้ที่จังหวัดคากาวะ ซึ่งนำปลาอิคานาโกะหรือปลาแซนแลนซ์ (Sand Lance) มาหมักกับเกลือโดยวิธีการหมักตามธรรมชาติ จนโปรตีนในเนื้อปลาถูกสลายเป็นกรดอะมิโน ซึ่งใช้ระยะเวลาการหมักตั้งแต่ 1 ปีครึ่งถึง 3 ปี น้ำปลาที่ได้มีกลิ่นหอมและอุดมไปด้วยรสชาติอูมามิ ซึ่งนำมาปรุงอาหารญี่ปุ่นหลากหลายเมนู เช่นใช้จิ้มซาชิมิ ข้าวผัด ผัดอุด้ง โอนิกิริย่าง และใช้ดองผักแบบง่าย เป็นต้น แต่น่าเสียดายว่าน้ำปลาชนิดนี้มีขายแค่เพียงในจังหวัดคากาวะเท่านั้น

ปลาอิคานาโกะ
ปลาอิคานาโกะ

ตอนมาอยู่ญี่ปุ่นใหม่ๆ ที่ยังหาที่ซื้อน้ำปลาจากเมืองไทยได้ยาก ผู้เขียนใช้น้ำปลาญี่ปุ่นแทน พบว่าน้ำปลาเหล่านี้ไม่เหมาะกับอาหารไทย เพราะรสชาติไม่เข้มข้นเหมือนกับน้ำปลาไทย อีกทั้งมีราคาแพง หากต้องการปรุงอาหารไทยก็ขอแนะนำให้ใช้น้ำปลาไทยดีกว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำปลาญี่ปุ่นนั้นอร่อยเข้ากับอาหารญี่ปุ่นพื้นบ้านไม่น้อยค่ะ    สล็อตเว็บตรง

น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรสที่ใช้กันในหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง จีน เกาหลี ไทย เวียดนาม และกัมพูชา โดยวิธีการหมักนั้นได้รับการถ่ายทอดกันมาจนมีรสชาติเฉพาะตามแต่ละชาติและผลิตภัณฑ์ มารู้จักน้ำปลา 3 ชนิดในญี่ปุ่น และเมนูที่ใช้น้ำปลาเหล่านี้เป็นเครื่องปรุงรสกันนะคะ

ช็อทซึรุ (Shottsuru, しょっつる)

ช็อทซึรุ เป็นน้ำปลาที่ผลิตได้ที่จังหวัดอาคิตะ จากการนำปลาเนื้ออ่อนชื่อ ฮาตะฮาตะ (ハタハタ) หรือ Sailfin sandfish ที่จับได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมมาหมักกับเกลือ โดยหมักไว้ตามธรรมชาติและคนเป็นครั้งคราว ด้วยว่าจังหวัดอาคิตะมีช่วงฤดูหนาวที่ยาวนานและมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีค่อนข้างต่ำ กระบวนการหมักจึงค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้ระยะเวลาหมักประมาณ  1-2 ปี แล้วจึงนำมากรองแยกเอาน้ำปลามาฆ่าเชื้อและบรรจุขวด น้ำปลาที่ได้มีกลิ่นหอม รสชาติเบา นำมาปรุงอาหารญี่ปุ่นโดยคงรสชาติตามธรรมชาติของวัตถุดิบได้ดี เมนูเด่นที่คนญี่ปุ่นนำน้ำปลาชนิดนี้มาใช้เป็นเครื่องปรุงคือ หม้อไฟช็อทซึรุ ซึ่งเป็นเมนูหม้อไฟร้อนพื้นบ้านของคนจังหวัดอาคิตะ และใช้ปรุงรสยากิโซบะ เป็นต้น

ปลา
ปลาฮาตะฮาตะ
หม้อไฟ
หม้อไฟช็อทสึรุ

อิชิรุและอิชิริ (Ishiru/Ishiri, いしる/いしり)

อิชิรุและอิชิริเป็นน้ำปลาที่ผลิตได้ที่จังหวัดอิชิคาวะ โดยอิชิรุได้จากการนำเครื่องในปลาหมึกมาหมัก ส่วนอิชิริได้จากการหมักปลาซาร์ดีน การหมักวัตถุดิบทั้ง 2 ชนิดเป็นไปตามธรรมชาติจึงมีระยะเวลาการหมักมากกว่า 1 ปี น้ำปลาทั้งสองชนิดอุดมไปด้วยรสชาติอูมามิจากกรดอะมิโน แต่มีรสชาติต่างกันเล็กน้อยคือ อิชิรุจะมีกลิ่นหอมปลาหมึก ส่วนอิชิริจะมีกลิ่นหอมและมีรสชาติเบา คนญี่ปุ่นไม่ค่อยชอบอาหารที่มีกลิ่นและรสชาติโดดเด่นมาก น้ำปลาที่ได้จึงเหมาะที่จะเป็นเครื่องปรุงที่ไม่ทำให้รสชาติอร่อยตามธรรมชาติของเมนูอาหารญี่ปุ่นหายไป โดยนำน้ำปลามาเป็นเครื่องปรุงรสและซอสจิ้ม ได้แก่ ปลาหมึกย่าง ใช้จิ้มซาชิมิ ดองผัก ต้มผัก และเมนูผัด เป็นต้น

อิคานาโกะ โชยุ (Ikanago Shoyu, いかなごしょうゆ)

น้ำปลาชนิดนี้เป็นน้ำปลาที่ผลิตได้ที่จังหวัดคากาวะ ซึ่งนำปลาอิคานาโกะหรือปลาแซนแลนซ์ (Sand Lance) มาหมักกับเกลือโดยวิธีการหมักตามธรรมชาติ จนโปรตีนในเนื้อปลาถูกสลายเป็นกรดอะมิโน ซึ่งใช้ระยะเวลาการหมักตั้งแต่ 1 ปีครึ่งถึง 3 ปี น้ำปลาที่ได้มีกลิ่นหอมและอุดมไปด้วยรสชาติอูมามิ ซึ่งนำมาปรุงอาหารญี่ปุ่นหลากหลายเมนู เช่นใช้จิ้มซาชิมิ ข้าวผัด ผัดอุด้ง โอนิกิริย่าง และใช้ดองผักแบบง่าย เป็นต้น แต่น่าเสียดายว่าน้ำปลาชนิดนี้มีขายแค่เพียงในจังหวัดคากาวะเท่านั้น

ปลาอิคานาโกะ
ปลาอิคานาโกะ

ตอนมาอยู่ญี่ปุ่นใหม่ๆ ที่ยังหาที่ซื้อน้ำปลาจากเมืองไทยได้ยาก ผู้เขียนใช้น้ำปลาญี่ปุ่นแทน พบว่าน้ำปลาเหล่านี้ไม่เหมาะกับอาหารไทย เพราะรสชาติไม่เข้มข้นเหมือนกับน้ำปลาไทย อีกทั้งมีราคาแพง หากต้องการปรุงอาหารไทยก็ขอแนะนำให้ใช้น้ำปลาไทยดีกว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำปลาญี่ปุ่นนั้นอร่อยเข้ากับอาหารญี่ปุ่นพื้นบ้านไม่น้อยค่ะ    สล็อตเว็บตรง

รู้หรือไม่? เค้ก 5 ชนิดนี้มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น!!

ถ้าพูดถึงขนมเค้ก หลายๆ คนก็คงคิดว่าน่าจะมีที่มาประเทศแถบตะวันตก แต่รู้หรือไม่ว่ามีขนมเค้กหลายชนิดเลยทีเดียวที่มีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น!! แถมเค้กบางชนิดก็มีวางขายอย่างแพร่หลายในประเทศอื่นๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง

ในครั้งนี้ จะขอแนะนำขนมเค้ก 5 ชนิด ที่มีจุดกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งรวมเค้กที่อร่อยที่สุดในโลกที่หนึ่งเลยก็ว่าได้

ชอร์ตเค้ก (Shortcake)

ชอร์ตเค้ก

เค้กชนิดนี้นิยมซื้อมาเพื่อการเฉลิมฉลองในโอกาสต่างๆ อย่างวันเกิด หรือวันคริสต์มาส เรียกได้ว่าเป็นเค้กพื้นฐานที่หาซื้อได้ตามร้านขนมหรือเบเกอรี่ของญี่ปุ่น สำหรับชอร์ตเค้กที่เห็นกันบ่อยที่สุดน่าจะเป็นสตรอเบอรี่ชอร์ตเค้ก แต่จริงๆ แล้วเรายังสามารถหาซื้อชอร์ตเค้กรสชาติอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นได้อีกเช่นกัน

 

อิงลิชสตรอเบอรี่ชอร์ตเค้ก (English/British strawberry shortcake)

English strawberry shortcake

เป็นสตรอเบอรี่ชอร์ตเค้กที่ใช้บิสกิตที่ใช้แป้งสโคน (scone) แทนเนื้อเค้ก นำมาวางซ้อนกันโดยใส่ครีมสดกับสตรอเบอรี่ไว้ระหว่างชั้น

ว่ากันว่าเค้กชนิดนี้ถือกำเนิดในญี่ปุ่นในช่วงยุคไทโช (ค.ศ. 1912 – 1926) โดยผู้ก่อตั้งร้านเบเกอรี่ “ฟูจิยะ” (不二家) แบรนด์ขนมชื่อดังที่ผู้คนทั่วไปมักคุ้นเคยกับ “เปโกะจัง” (ペコちゃん) เด็กผู้มัดหญิงแกละหน้าทะเล้นที่เป็นมาสคอตของแบรนด์นั่นเอง

 

มิลล์เครป (Mille crêpes)

มิลล์เครป

หลายคนอาจจะเรียกขนมชนิดนี้ว่า “เครปเค้ก” ซึ่งเป็นชื่อที่เห็นกันบ่อยๆ ในร้านขนมในไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่เราอาจจะเรียกว่า “เค้ก” ได้ไม่เต็มปาก เพราะจริงๆ แล้วขนมชนิดนี้ทำมาจากแป้งเครปแผ่นบางๆ นำมาซ้อนกันหลายๆ ชั้นและมีวิปครีมแทรกกลางอยู่ทุกๆ ชั้น

มิลล์เครปเป็นขนมที่หาซื้อง่ายเนื่องจากมีขายตามร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป หรือแม้แต่ตามร้านกาแฟหรือคาเฟ่ทั่วญี่ปุ่น

ว่ากันว่าการคิดค้นเค้กนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากขนม “มิลย์เฟย” (Mille-Feuille) ขนมสัญชาติฝรั่งเศสที่มีแป้งกรอบๆ คล้ายแป้งพายวางซ้อนสลับกับวิปครีมหรือแยมเป็นชั้นๆ หรือที่ชาวอเมริกันให้ชื่อเรียกขนมนี้อีกชื่อว่า “นโปเลียน” นั่นเอง

 

แรร์ชีสเค้ก (Rare cheesecake)

แรร์ชีสเค้ก

เดิมทีชีสเค้กนั้นเป็นขนมที่ค่อนข้างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา และคาดว่าได้ถูกเผยแพร่ออกไปนอกประเทศรวมถึงญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลก โดยญี่ปุ่นได้นำสูตรชีสเค้กมาดัดแปลงให้เป็นรูปแบบของตัวเอง

หนึ่งในนั้นคือ แรร์ชีสเค้ก ที่ทำจากครีมชีม ครีมสด และเจลาติน ซึ่งให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มและเย็นนิดๆ (เพราะเป็นการนำส่วนผสมไปแช่เย็นให้ขึ้นรูป)

ว่ากันว่าผู้คิดค้นขนมชนิดนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1964 คือร้าน “Top’s” (トップス) ที่อยู่ในย่านอาคาซากะ กรุงโตเกียว

 

ในปัจจุบัน ที่สหรัฐอเมริกาเองก็มีชีสเค้กที่คล้ายคลึงกับแรร์ชีสเค้ก ต่างกันตรงที่ไม่ม่ีส่วนผสมของเจลาติน ซึ่งจะเรียกเค้กชนิดนี้ว่า “โน เบค ชีสเค้ก” (No bake cheesecake)

 

ซูเฟล่ ชีสเค้ก (Soufflé cheesecake)

ซูเฟล่ ชีสเค้ก

ชีสเค้กอีกชนิดหนึ่งที่ญี่ปุ่นนำมาดัดแปลงให้เป็นแบบฉบับของตัวเอง มีเนื้อสัมผัสที่เบาและนุ่มฟู เนื่องจากมีการใส่เมอแรง (Meringue) หรือไข่ขาวที่ตีจนขึ้นฟูเข้าไปเป็นส่วนผสมด้วย ชีสเค้กชนิดนี้มีชื่อเรียกอื่นด้วยอย่าง Japanese cheesecake หรือ Cotton cheesecake เป็นต้น

 

ฮอตเค้ก (Hot cake)

ฮอตเค้ก

แม้จะดูหน้าตาเหมือนแพนเค้ก แต่ว่ากันว่าฮอตเค้กสไตล์ญี่ปุ่นจะมีความหนาและนุ่มฟูกว่า สำหรับใครที่อยากลองว่าฮอตเค้กเป็นอย่างไร ก็ลองไปหาซื้อแป้งสำเร็จรูปของญี่ปุ่นอย่างแป้งของแบรนด์ “โมรินางะ” (森永) มาลองทำดูก็ได้นะคะ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับขนมเค้ก 5 ชนิดที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น มีใครชื่นชอบเค้กชนิดไหนเป็นพิเศษไหมคะ สำหรับผู้เขียนซึ่งชอบเค้กและเบเกอรี่เป็นชีวิตจิตใจ คิดว่าเค้กทั้ง 5 ชนิดก็อร่อยไม่แพ้กันเลยค่ะ

สำหรับใครที่ยังไม่เคยลิ้มรสเค้กเหล่านี้ สนใจแบบไหนก็ลองไปหาซื้อมาชิมกันได้ เดี๋ยวนี้เค้กสไตล์ญี่ปุ่นก็หาซื้อในไทยง่ายขึ้น หรือใครที่ถนัดเข้าครัวทำอาหารอาจจะหาสูตรมาลองทำเองที่บ้านก็ได้นะคะ  สล็อตเว็บตรง

ถ้าพูดถึงขนมเค้ก หลายๆ คนก็คงคิดว่าน่าจะมีที่มาประเทศแถบตะวันตก แต่รู้หรือไม่ว่ามีขนมเค้กหลายชนิดเลยทีเดียวที่มีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น!! แถมเค้กบางชนิดก็มีวางขายอย่างแพร่หลายในประเทศอื่นๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง

ในครั้งนี้ จะขอแนะนำขนมเค้ก 5 ชนิด ที่มีจุดกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งรวมเค้กที่อร่อยที่สุดในโลกที่หนึ่งเลยก็ว่าได้

ชอร์ตเค้ก (Shortcake)

ชอร์ตเค้ก

เค้กชนิดนี้นิยมซื้อมาเพื่อการเฉลิมฉลองในโอกาสต่างๆ อย่างวันเกิด หรือวันคริสต์มาส เรียกได้ว่าเป็นเค้กพื้นฐานที่หาซื้อได้ตามร้านขนมหรือเบเกอรี่ของญี่ปุ่น สำหรับชอร์ตเค้กที่เห็นกันบ่อยที่สุดน่าจะเป็นสตรอเบอรี่ชอร์ตเค้ก แต่จริงๆ แล้วเรายังสามารถหาซื้อชอร์ตเค้กรสชาติอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นได้อีกเช่นกัน

 

อิงลิชสตรอเบอรี่ชอร์ตเค้ก (English/British strawberry shortcake)

English strawberry shortcake

เป็นสตรอเบอรี่ชอร์ตเค้กที่ใช้บิสกิตที่ใช้แป้งสโคน (scone) แทนเนื้อเค้ก นำมาวางซ้อนกันโดยใส่ครีมสดกับสตรอเบอรี่ไว้ระหว่างชั้น

ว่ากันว่าเค้กชนิดนี้ถือกำเนิดในญี่ปุ่นในช่วงยุคไทโช (ค.ศ. 1912 – 1926) โดยผู้ก่อตั้งร้านเบเกอรี่ “ฟูจิยะ” (不二家) แบรนด์ขนมชื่อดังที่ผู้คนทั่วไปมักคุ้นเคยกับ “เปโกะจัง” (ペコちゃん) เด็กผู้มัดหญิงแกละหน้าทะเล้นที่เป็นมาสคอตของแบรนด์นั่นเอง

 

มิลล์เครป (Mille crêpes)

มิลล์เครป

หลายคนอาจจะเรียกขนมชนิดนี้ว่า “เครปเค้ก” ซึ่งเป็นชื่อที่เห็นกันบ่อยๆ ในร้านขนมในไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่เราอาจจะเรียกว่า “เค้ก” ได้ไม่เต็มปาก เพราะจริงๆ แล้วขนมชนิดนี้ทำมาจากแป้งเครปแผ่นบางๆ นำมาซ้อนกันหลายๆ ชั้นและมีวิปครีมแทรกกลางอยู่ทุกๆ ชั้น

มิลล์เครปเป็นขนมที่หาซื้อง่ายเนื่องจากมีขายตามร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป หรือแม้แต่ตามร้านกาแฟหรือคาเฟ่ทั่วญี่ปุ่น

ว่ากันว่าการคิดค้นเค้กนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากขนม “มิลย์เฟย” (Mille-Feuille) ขนมสัญชาติฝรั่งเศสที่มีแป้งกรอบๆ คล้ายแป้งพายวางซ้อนสลับกับวิปครีมหรือแยมเป็นชั้นๆ หรือที่ชาวอเมริกันให้ชื่อเรียกขนมนี้อีกชื่อว่า “นโปเลียน” นั่นเอง

 

แรร์ชีสเค้ก (Rare cheesecake)

แรร์ชีสเค้ก

เดิมทีชีสเค้กนั้นเป็นขนมที่ค่อนข้างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา และคาดว่าได้ถูกเผยแพร่ออกไปนอกประเทศรวมถึงญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลก โดยญี่ปุ่นได้นำสูตรชีสเค้กมาดัดแปลงให้เป็นรูปแบบของตัวเอง

หนึ่งในนั้นคือ แรร์ชีสเค้ก ที่ทำจากครีมชีม ครีมสด และเจลาติน ซึ่งให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มและเย็นนิดๆ (เพราะเป็นการนำส่วนผสมไปแช่เย็นให้ขึ้นรูป)

ว่ากันว่าผู้คิดค้นขนมชนิดนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1964 คือร้าน “Top’s” (トップス) ที่อยู่ในย่านอาคาซากะ กรุงโตเกียว

 

ในปัจจุบัน ที่สหรัฐอเมริกาเองก็มีชีสเค้กที่คล้ายคลึงกับแรร์ชีสเค้ก ต่างกันตรงที่ไม่ม่ีส่วนผสมของเจลาติน ซึ่งจะเรียกเค้กชนิดนี้ว่า “โน เบค ชีสเค้ก” (No bake cheesecake)

 

ซูเฟล่ ชีสเค้ก (Soufflé cheesecake)

ซูเฟล่ ชีสเค้ก

ชีสเค้กอีกชนิดหนึ่งที่ญี่ปุ่นนำมาดัดแปลงให้เป็นแบบฉบับของตัวเอง มีเนื้อสัมผัสที่เบาและนุ่มฟู เนื่องจากมีการใส่เมอแรง (Meringue) หรือไข่ขาวที่ตีจนขึ้นฟูเข้าไปเป็นส่วนผสมด้วย ชีสเค้กชนิดนี้มีชื่อเรียกอื่นด้วยอย่าง Japanese cheesecake หรือ Cotton cheesecake เป็นต้น

 

ฮอตเค้ก (Hot cake)

ฮอตเค้ก

แม้จะดูหน้าตาเหมือนแพนเค้ก แต่ว่ากันว่าฮอตเค้กสไตล์ญี่ปุ่นจะมีความหนาและนุ่มฟูกว่า สำหรับใครที่อยากลองว่าฮอตเค้กเป็นอย่างไร ก็ลองไปหาซื้อแป้งสำเร็จรูปของญี่ปุ่นอย่างแป้งของแบรนด์ “โมรินางะ” (森永) มาลองทำดูก็ได้นะคะ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับขนมเค้ก 5 ชนิดที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น มีใครชื่นชอบเค้กชนิดไหนเป็นพิเศษไหมคะ สำหรับผู้เขียนซึ่งชอบเค้กและเบเกอรี่เป็นชีวิตจิตใจ คิดว่าเค้กทั้ง 5 ชนิดก็อร่อยไม่แพ้กันเลยค่ะ

สำหรับใครที่ยังไม่เคยลิ้มรสเค้กเหล่านี้ สนใจแบบไหนก็ลองไปหาซื้อมาชิมกันได้ เดี๋ยวนี้เค้กสไตล์ญี่ปุ่นก็หาซื้อในไทยง่ายขึ้น หรือใครที่ถนัดเข้าครัวทำอาหารอาจจะหาสูตรมาลองทำเองที่บ้านก็ได้นะคะ  สล็อตเว็บตรง

รู้จักสาหร่ายทะเลชนิดต่างๆ ที่มักจะเสิร์ฟมาพร้อมกับซาชิมิ

เวลาไปร้านอาหารญี่ปุ่นและสั่งเมนูซาชิมิก็จะเห็นว่ามีผักหลากหลายชนิด เช่น หัวไชเท้าเส้น ดอกเบญจมาศ ใบโอบะ หรือชิโสะและสาหร่ายทะเลต่างๆ  มารู้จักสาหร่ายทะเลที่ใช้เสิร์ฟมากับซาชิมะกันนะคะ

เหตุผลการเสิร์ฟสาหร่ายชนิดต่างๆ พร้อมกับซาชิมิ

ผักที่ใช้เสิร์ฟพร้อมกับซาชิมิเป็นภูมิปัญญาของคนญี่ปุ่นในอดีต เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ เช่น หัวไชเท้าเส้นที่เสิร์ฟมากับซาชิมิเพื่อใช้ดูดซับของเหลวที่ออกมาจากซาชิมิ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วหัวไชเท้าดิบจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ใบโอบะซึ่งช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษ และสาหร่ายทะเลซึ่งช่วยปรับให้สภาพแวดล้อมในลำไส้ดีขึ้น

สาหร่ายทะเลที่ใช้เสิร์ฟกับซาชิมิ

นอกจากการใช้สาหร่ายสีแดงที่ผ่านขั้นตอนต่างๆ เช่น ล้างด้วยน้ำ ตากแดดจนแห้ง และใช้สารละลายด่างเป็นตัวช่วยเพื่อให้สาหร่ายมีสีขาวแล้ว คนญี่ปุ่นก็นำสาหร่ายที่ได้จากธรรมชาติมาเสิร์ฟพร้อมกับซาชิมิ ซึ่งมีดังนี้คือ

สาหร่ายสีแดงโทสะคะโนริ (トサカノリ)

โทสะคะโนริหรือชื่อภาษาอังกฤษ Meristotheca papulosa เป็นสาหร่ายสีแดงที่มีรูปร่างคล้ายหงอนไก่ ซึ่งเจริญได้มากในทะเลทางตอนใต้ของจังหวัดคาโกะชิมะ (Kagoshima Prefecture) สาหร่ายชนิดนี้มีรสสัมผัสยืดหยุ่น คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานมาก

สาหร่ายสีเขียวโอโกะโนริ (オゴノリ)

โอโกะโนริ หรือชื่อภาษาอังกฤษ Gracilaria เป็นสาหร่ายที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาสกัดสารเพื่อทำวุ้นและใช้เสิร์ฟกับซาชิมิ สาหร่ายชนิดนี้เจริญได้ทั่วไปในทะเลญี่ปุ่นที่มีระบบน้ำขึ้นลง อย่างไรก็ดี สาหร่ายชนิดนี้จะเป็นพิษหากนำมารับประทานโดยทันทีทันใดหลังจากเก็บมาจากทะเล คนญี่ปุ่นจึงนำมันมาแช่ล้างด้วยสารละลายด่างก่อนนำมารับประทาน

สาหร่ายสีแดงมาฟุโนริ (マフノリ)

สาหร่ายมาฟุโนริ หรือชื่อภาษาอังกฤษ Gloiopeltis เป็นสาหร่ายที่เจริญอยู่ในทะเลเกือบทุกที่ของญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานกับซาชิมิและใส่ซุปมิโซะ และสกัดสารจากสาหร่ายชนิดนี้มาเป็นวัตถุดิบในการทำกาวด้วย

สาหร่ายวาคาเมะ (ワカメ)

วาคามะมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Alaria crassifolia เป็นสาหร่ายทะเลที่คนส่วนใหญ่รู้จักและนำมารับประทานเป็นเมนูต่างๆ เช่น ยำสาหร่าย ซุปมิโซะ และเสิร์ฟพร้อมกับซาชิมิ เป็นต้น

 

สาหร่ายทะเลอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและมีประโยชน์ต่อร่างกาย หากเสิร์ฟมาพร้อมกับซาชิมิก็นำมารับประทานได้ อย่าทิ้งไปให้เสียประโยชน์นะคะ    สล็อตเว็บตรง

เวลาไปร้านอาหารญี่ปุ่นและสั่งเมนูซาชิมิก็จะเห็นว่ามีผักหลากหลายชนิด เช่น หัวไชเท้าเส้น ดอกเบญจมาศ ใบโอบะ หรือชิโสะและสาหร่ายทะเลต่างๆ  มารู้จักสาหร่ายทะเลที่ใช้เสิร์ฟมากับซาชิมะกันนะคะ

เหตุผลการเสิร์ฟสาหร่ายชนิดต่างๆ พร้อมกับซาชิมิ

ผักที่ใช้เสิร์ฟพร้อมกับซาชิมิเป็นภูมิปัญญาของคนญี่ปุ่นในอดีต เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ เช่น หัวไชเท้าเส้นที่เสิร์ฟมากับซาชิมิเพื่อใช้ดูดซับของเหลวที่ออกมาจากซาชิมิ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วหัวไชเท้าดิบจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ใบโอบะซึ่งช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษ และสาหร่ายทะเลซึ่งช่วยปรับให้สภาพแวดล้อมในลำไส้ดีขึ้น

สาหร่ายทะเลที่ใช้เสิร์ฟกับซาชิมิ

นอกจากการใช้สาหร่ายสีแดงที่ผ่านขั้นตอนต่างๆ เช่น ล้างด้วยน้ำ ตากแดดจนแห้ง และใช้สารละลายด่างเป็นตัวช่วยเพื่อให้สาหร่ายมีสีขาวแล้ว คนญี่ปุ่นก็นำสาหร่ายที่ได้จากธรรมชาติมาเสิร์ฟพร้อมกับซาชิมิ ซึ่งมีดังนี้คือ

สาหร่ายสีแดงโทสะคะโนริ (トサカノリ)

โทสะคะโนริหรือชื่อภาษาอังกฤษ Meristotheca papulosa เป็นสาหร่ายสีแดงที่มีรูปร่างคล้ายหงอนไก่ ซึ่งเจริญได้มากในทะเลทางตอนใต้ของจังหวัดคาโกะชิมะ (Kagoshima Prefecture) สาหร่ายชนิดนี้มีรสสัมผัสยืดหยุ่น คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานมาก

สาหร่ายสีเขียวโอโกะโนริ (オゴノリ)

โอโกะโนริ หรือชื่อภาษาอังกฤษ Gracilaria เป็นสาหร่ายที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาสกัดสารเพื่อทำวุ้นและใช้เสิร์ฟกับซาชิมิ สาหร่ายชนิดนี้เจริญได้ทั่วไปในทะเลญี่ปุ่นที่มีระบบน้ำขึ้นลง อย่างไรก็ดี สาหร่ายชนิดนี้จะเป็นพิษหากนำมารับประทานโดยทันทีทันใดหลังจากเก็บมาจากทะเล คนญี่ปุ่นจึงนำมันมาแช่ล้างด้วยสารละลายด่างก่อนนำมารับประทาน

สาหร่ายสีแดงมาฟุโนริ (マフノリ)

สาหร่ายมาฟุโนริ หรือชื่อภาษาอังกฤษ Gloiopeltis เป็นสาหร่ายที่เจริญอยู่ในทะเลเกือบทุกที่ของญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานกับซาชิมิและใส่ซุปมิโซะ และสกัดสารจากสาหร่ายชนิดนี้มาเป็นวัตถุดิบในการทำกาวด้วย

สาหร่ายวาคาเมะ (ワカメ)

วาคามะมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Alaria crassifolia เป็นสาหร่ายทะเลที่คนส่วนใหญ่รู้จักและนำมารับประทานเป็นเมนูต่างๆ เช่น ยำสาหร่าย ซุปมิโซะ และเสิร์ฟพร้อมกับซาชิมิ เป็นต้น

 

สาหร่ายทะเลอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและมีประโยชน์ต่อร่างกาย หากเสิร์ฟมาพร้อมกับซาชิมิก็นำมารับประทานได้ อย่าทิ้งไปให้เสียประโยชน์นะคะ    สล็อตเว็บตรง

รู้หรือไม่? “ขนมอาราเระ” ต่างจากเซมเบ้ตรงไหน

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากที่คราวก่อนได้กล่าวถึงขนมเซมเบ้ ซึ่งจัดว่าเป็นขนมที่ทำจากข้าวอย่างหนึ่งไปแล้วนะครับ คราวนี้ขอพูดถึงขนมที่ทำจากข้าวเจ้าอีกอย่างซึ่งกรอบๆ เคี้ยวๆ ได้เหมือนกันแต่รูปร่างไม่เหมือนกันนั่นคือ “ขนมอาราเระ” ครับ

บรรดาขนมของญี่ปุ่นที่เป็นขนมขบเคี้ยวที่ทำจากข้าวนั้น เรียกรวมๆ ว่า “เบย์คะ” (米菓) ซึ่งก็เป็นเพียงชื่อหมวดหมู่ที่ใช้ตามในซูเปอร์มาร์เก็ต แน่นอนพูดถึงขนมที่ทำจากข้าวเจ้านั้น ก็ต้องนึกถึง “เซมเบ้” กับ “อาราเระ” กัน (พูดถึงชื่อขนมนะครับอย่าไพล่ไปนึกถึงดร. เซมเบ้กับหนูน้อยอาราเล่ล่ะ คงรู้แล้วสินะว่าคนเขียนแกเอาชื่อขนมมาตั้งเป็นชื่อตัวการ์ตูนซะงั้น)

แล้วมันต่างกันตรงไหน?

อาราเระ

ขนมอาราเระนั้นทำจาก “ข้าวเหนียว” (โมจิโคเมะ もち米) เคี้ยวเข้าปากแล้วมันจะหนึบๆ หน่อย แต่เซมเบ้ทำจากข้าวเจ้า (อุรุจิโคเมะうるち米 คือข้าวอย่างที่ใช้หุงกิน) อย่างที่เรากินกันมันก็จะกรอบแกรบอย่างข้าวเกรียบ

ขนมอาราเระนั้นว่ากันว่าเกิดจากการที่คนสมัยโบราณเอาโมจิ (แป้งข้าวเหนียวตำ) ที่ตากแห้งเอง มานาบกับแผ่นเหล็กให้มันร้อนมันพองแล้วก็กิน เป็นของทำกินเองในครัวเรือน ใช้อุปกรณ์ในบ้านตั้งแต่ครก สาก หวดไม้ไผ่ มีดทำครัว เตาปิ้ง เป็นมาอย่างนั้นจนถึงครึ่งหลังของยุคเมจิถึงเริ่มทำขายเป็นอุตสาหกรรม

วิธีทำขนมอาราเระสมัยนี้คือ หลังจากนวดๆ ทุบๆ แป้งข้าวเหนียวแล้วก็เอาไปแช่เย็นเพื่อให้แห้งไวขึ้น แล้วค่อยเอาไปทำเป็นรูปทรง ส่วนขนมเซมเบ้นั้นเป็นแป้งข้าวเจ้า พอทุบแล้วก็เอาไปทำเป็นรูปต่างๆ ได้เลย

พูดไปแล้ว ขนมอาราเระนั้นมีหลายรูปทรง หลายรสชาติ เค็มก็มี หวานก็มี เช่น โนริมากิอาราเระ (อาราเระห่อสาหร่าย),  “คาคิ โนะ ทาเนะ” (柿の種 อาราเระทรงเหมือน “เมล็ดลูกพลับ”) และที่น่าสนใจคือ ฮินะอาราเระ เป็นขนมที่เขาใช้กันในงานฮินะมัตสึริ ภาพจำที่คนรู้จักคือขนมเม็ดเล็กๆ หวานๆ หลากสี แต่นั่นมันเป็น “ฮินะอาราเระ” อย่างของคนคันโตครับ ฮินะอาราเระอย่างคนคันไซนั้นเม็ดโตกว่า เส้นผ่าศูนย์กลางราว 1 ซม. และปรุงรสเกลือหรือโชยุ สรุปคือเป็นขนมเค็ม

 

ฮินะอาราเระ

สมัยก่อนผู้เขียนนั่งกินข้าวในแคนทีนที่โรงงาน เขาเอา “ขนมข้าวญี่ปุ่น” ใส่ห่อพลาสติกขายห่อละห้าบาท ส่วนใหญ่จะเป็นขนมอาราเระ “แบบเค็ม” อย่างโนริมากิอาราเระ และคาคิ โนะ ทาเนะ ใส่ปนๆ มา ผมคิดว่าขนมแบบนี้มีในไทยนานแล้วแหละ มีโรงงานทำขายในไทยด้วย แค่ว่าคนไม่รู้จักว่าจริงๆ เรียกว่า “อาราเระ” เท่านั้นเอง…            สล็อตเว็บตรง

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากที่คราวก่อนได้กล่าวถึงขนมเซมเบ้ ซึ่งจัดว่าเป็นขนมที่ทำจากข้าวอย่างหนึ่งไปแล้วนะครับ คราวนี้ขอพูดถึงขนมที่ทำจากข้าวเจ้าอีกอย่างซึ่งกรอบๆ เคี้ยวๆ ได้เหมือนกันแต่รูปร่างไม่เหมือนกันนั่นคือ “ขนมอาราเระ” ครับ

บรรดาขนมของญี่ปุ่นที่เป็นขนมขบเคี้ยวที่ทำจากข้าวนั้น เรียกรวมๆ ว่า “เบย์คะ” (米菓) ซึ่งก็เป็นเพียงชื่อหมวดหมู่ที่ใช้ตามในซูเปอร์มาร์เก็ต แน่นอนพูดถึงขนมที่ทำจากข้าวเจ้านั้น ก็ต้องนึกถึง “เซมเบ้” กับ “อาราเระ” กัน (พูดถึงชื่อขนมนะครับอย่าไพล่ไปนึกถึงดร. เซมเบ้กับหนูน้อยอาราเล่ล่ะ คงรู้แล้วสินะว่าคนเขียนแกเอาชื่อขนมมาตั้งเป็นชื่อตัวการ์ตูนซะงั้น)

แล้วมันต่างกันตรงไหน?

อาราเระ

ขนมอาราเระนั้นทำจาก “ข้าวเหนียว” (โมจิโคเมะ もち米) เคี้ยวเข้าปากแล้วมันจะหนึบๆ หน่อย แต่เซมเบ้ทำจากข้าวเจ้า (อุรุจิโคเมะうるち米 คือข้าวอย่างที่ใช้หุงกิน) อย่างที่เรากินกันมันก็จะกรอบแกรบอย่างข้าวเกรียบ

ขนมอาราเระนั้นว่ากันว่าเกิดจากการที่คนสมัยโบราณเอาโมจิ (แป้งข้าวเหนียวตำ) ที่ตากแห้งเอง มานาบกับแผ่นเหล็กให้มันร้อนมันพองแล้วก็กิน เป็นของทำกินเองในครัวเรือน ใช้อุปกรณ์ในบ้านตั้งแต่ครก สาก หวดไม้ไผ่ มีดทำครัว เตาปิ้ง เป็นมาอย่างนั้นจนถึงครึ่งหลังของยุคเมจิถึงเริ่มทำขายเป็นอุตสาหกรรม

วิธีทำขนมอาราเระสมัยนี้คือ หลังจากนวดๆ ทุบๆ แป้งข้าวเหนียวแล้วก็เอาไปแช่เย็นเพื่อให้แห้งไวขึ้น แล้วค่อยเอาไปทำเป็นรูปทรง ส่วนขนมเซมเบ้นั้นเป็นแป้งข้าวเจ้า พอทุบแล้วก็เอาไปทำเป็นรูปต่างๆ ได้เลย

พูดไปแล้ว ขนมอาราเระนั้นมีหลายรูปทรง หลายรสชาติ เค็มก็มี หวานก็มี เช่น โนริมากิอาราเระ (อาราเระห่อสาหร่าย),  “คาคิ โนะ ทาเนะ” (柿の種 อาราเระทรงเหมือน “เมล็ดลูกพลับ”) และที่น่าสนใจคือ ฮินะอาราเระ เป็นขนมที่เขาใช้กันในงานฮินะมัตสึริ ภาพจำที่คนรู้จักคือขนมเม็ดเล็กๆ หวานๆ หลากสี แต่นั่นมันเป็น “ฮินะอาราเระ” อย่างของคนคันโตครับ ฮินะอาราเระอย่างคนคันไซนั้นเม็ดโตกว่า เส้นผ่าศูนย์กลางราว 1 ซม. และปรุงรสเกลือหรือโชยุ สรุปคือเป็นขนมเค็ม

 

ฮินะอาราเระ

สมัยก่อนผู้เขียนนั่งกินข้าวในแคนทีนที่โรงงาน เขาเอา “ขนมข้าวญี่ปุ่น” ใส่ห่อพลาสติกขายห่อละห้าบาท ส่วนใหญ่จะเป็นขนมอาราเระ “แบบเค็ม” อย่างโนริมากิอาราเระ และคาคิ โนะ ทาเนะ ใส่ปนๆ มา ผมคิดว่าขนมแบบนี้มีในไทยนานแล้วแหละ มีโรงงานทำขายในไทยด้วย แค่ว่าคนไม่รู้จักว่าจริงๆ เรียกว่า “อาราเระ” เท่านั้นเอง…            สล็อตเว็บตรง

“ละอองน้ำแข็ง” ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันสวยงามที่หาดูได้ยากในญี่ปุ่น

ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บและวิกฤตหิมะที่ถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น ทำให้ประชาชนจำนวนมากประสบกับความอยากลำบากในการดำเนินกิจกรรมประจำวัน แถมยังส่งผลทำให้ราคาสินค้าทางการเกษตรพุ่งสูงขึ้นไม่ใช่น้อย แต่ถึงแม้จะเกิดปัญหาต่างๆขึ้นสืบเนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นยะเยือก ความหนาวช่วงนี้ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอันสวยงามแบบที่ไม่ได้หาชมกันได้ง่ายๆเกิดขึ้นที่ริมทะเลสาบบิวะ ในเขตจังหวัดชิกะ ปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวคือ “ละอองน้ำแข็ง” อันเกิดจากละอองน้ำในทะเลสาบที่ซัดเข้าสู่ฝั่งกลายเป็นกิ่งน้ำแข็งเกาะอยู่ตามกิ่งไม้เรียบชายฝั่งนั่นเอง

เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอันสวยงามที่บริเวณริมทะเลสาบบิวะของจังหวัดชิกะ โดยในตอนเช้าของวันอุณหภูมิของที่นี่จะค่อนข้างลดต่ำลง และได้รับการบันทึกว่าเป็นวันที่มีอุณหภูมิลดลงต่ำสุดในช่วงฤดูนี้อยู่ที่ประมาณลบ 2-3 องศา ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำลง เมื่อละอองน้ำจากการที่น้ำในทะเลสาบซัดเข้าหาฝั่งไปเกาะอยู่ตามกิ่งไม้และใบหญ้าที่ขึ้นอยู่โดยรอบริมฝั่งทะเลสาบ ทำให้เกิดเป็นกิ่งน้ำแข็งยาวหลายเซนติเมตรห้อยย้อยสวยงาม และยิ่งเมื่อถูกแสงอาทิตย์ส่องลงมายิ่งทำให้ละอองน้ำแข็งเหล่านี้ดูราวกับเปล่งประกายระยิบระยับได้

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ด้วยใช้ปัจจัยหลายอย่างที่เหมาะสมรวมกัน เช่น อุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำ แต่ต้องอยู่ในระดับที่ไม่ทำให้น้ำในทะเลสาบกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง ทิศทางของลมที่จะต้องพัดเข้าหาฝั่งด้วยกำลังที่สามารถทำให้เกิดเป็นคลื่นแตกเป็นละอองน้ำได้ เป็นต้น ถือเป็นงานศิลปะถูกที่สรรค์สร้างจากธรรมชาติที่ไม่ได้หาชมได้ง่ายๆจริงๆ

ภาพตัวอย่างปรากฏการณ์ละอองน้ำแข็ง

ที่ประเทศญี่ปุ่นนอกจากจะหาชมปรากฏการณ์ละอองน้ำแข็งได้ที่ทะเลสาบบิวะแล้ว ยังหาชมได้จากที่อื่นอีกด้วยเช่น ทะเลสาบอินะวาชิโระ ในจังหวัดฟุกุชิมะ แต่ก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้หาชมได้ง่ายๆในประเทศญี่ปุ่นค่ะ สำหรับช่วงเวลาที่สามารถหาชมได้จะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ เพื่อนๆคนไหนที่มีโอกาสไปชมละอองน้ำแข็งที่ญี่ปุ่น ก็อย่าลืมเก็บภาพความสวยงามมาฝากกันด้วยนะคะ          สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

 

ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บและวิกฤตหิมะที่ถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น ทำให้ประชาชนจำนวนมากประสบกับความอยากลำบากในการดำเนินกิจกรรมประจำวัน แถมยังส่งผลทำให้ราคาสินค้าทางการเกษตรพุ่งสูงขึ้นไม่ใช่น้อย แต่ถึงแม้จะเกิดปัญหาต่างๆขึ้นสืบเนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นยะเยือก ความหนาวช่วงนี้ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอันสวยงามแบบที่ไม่ได้หาชมกันได้ง่ายๆเกิดขึ้นที่ริมทะเลสาบบิวะ ในเขตจังหวัดชิกะ ปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวคือ “ละอองน้ำแข็ง” อันเกิดจากละอองน้ำในทะเลสาบที่ซัดเข้าสู่ฝั่งกลายเป็นกิ่งน้ำแข็งเกาะอยู่ตามกิ่งไม้เรียบชายฝั่งนั่นเอง

เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอันสวยงามที่บริเวณริมทะเลสาบบิวะของจังหวัดชิกะ โดยในตอนเช้าของวันอุณหภูมิของที่นี่จะค่อนข้างลดต่ำลง และได้รับการบันทึกว่าเป็นวันที่มีอุณหภูมิลดลงต่ำสุดในช่วงฤดูนี้อยู่ที่ประมาณลบ 2-3 องศา ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำลง เมื่อละอองน้ำจากการที่น้ำในทะเลสาบซัดเข้าหาฝั่งไปเกาะอยู่ตามกิ่งไม้และใบหญ้าที่ขึ้นอยู่โดยรอบริมฝั่งทะเลสาบ ทำให้เกิดเป็นกิ่งน้ำแข็งยาวหลายเซนติเมตรห้อยย้อยสวยงาม และยิ่งเมื่อถูกแสงอาทิตย์ส่องลงมายิ่งทำให้ละอองน้ำแข็งเหล่านี้ดูราวกับเปล่งประกายระยิบระยับได้

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ด้วยใช้ปัจจัยหลายอย่างที่เหมาะสมรวมกัน เช่น อุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำ แต่ต้องอยู่ในระดับที่ไม่ทำให้น้ำในทะเลสาบกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง ทิศทางของลมที่จะต้องพัดเข้าหาฝั่งด้วยกำลังที่สามารถทำให้เกิดเป็นคลื่นแตกเป็นละอองน้ำได้ เป็นต้น ถือเป็นงานศิลปะถูกที่สรรค์สร้างจากธรรมชาติที่ไม่ได้หาชมได้ง่ายๆจริงๆ

ภาพตัวอย่างปรากฏการณ์ละอองน้ำแข็ง

ที่ประเทศญี่ปุ่นนอกจากจะหาชมปรากฏการณ์ละอองน้ำแข็งได้ที่ทะเลสาบบิวะแล้ว ยังหาชมได้จากที่อื่นอีกด้วยเช่น ทะเลสาบอินะวาชิโระ ในจังหวัดฟุกุชิมะ แต่ก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้หาชมได้ง่ายๆในประเทศญี่ปุ่นค่ะ สำหรับช่วงเวลาที่สามารถหาชมได้จะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ เพื่อนๆคนไหนที่มีโอกาสไปชมละอองน้ำแข็งที่ญี่ปุ่น ก็อย่าลืมเก็บภาพความสวยงามมาฝากกันด้วยนะคะ          สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

 

ชมธรรมชาติของฤดูหนาวบนทางรถไฟสายโรแมนติก Tadami Sen

เมื่อถึงเดือนธันวาคม ประเทศญี่ปุ่นอุณหภูมิจะเริ่มเย็นลงและเข้าสู่ฤดูหนาว สิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์และสร้างสีสันให้กับฤดูนี้ คงจะหนีไม่พ้นหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมทั่วท้องที่ ไม่ว่าจะเป็น ภูเขา ต้นไม้ ใบหญ้า และกลายเป็นภาพที่งดงามราวกับถูกวาดขึ้นมา

เส้นทางรถไฟที่ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสีขาวโพลนของหิมะแห่งนี้ คือ Tadami Line หรือ เส้นทางรถไฟทาดามิ ของบริษัท JR East ที่เชื่อมต่อระหว่างสถานี Aitsuwakamatsushi ของจังหวัดฟุกุชิมะ และสถานี Koide ของจังหวัดนีกาตะ เส้นทางรถไฟแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านทัศนียภาพที่สวยงามแทบจะในทุกฤดู นอกจากนี้ Tadami Line ได้รับการคัดเลือกว่าเป็น “เส้นทางรถไฟที่มีทิวทัศน์หิมะที่งดงาม” เมื่อปี 2003

Tadami Sen

ไฮไลต์ของสถานที่แห่งนี้คือ ทิวทัศน์ที่มองลอดผ่านต้นไม้ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะจนกลายเป็นสีขาวโพลน เห็นเงาของสะพานเคียวเรียวสะท้อนของลงบนผืนน้ำของแม่น้ำทาดามิ และมีรถไฟค่อย ๆ วิ่งผ่านสะพาน นอกจากนี้ทิวทัศน์ดังกล่าว ยังเป็นมุมถ่ายภาพยอดนิยมสำหรับช่างภาพอีกด้วย เราขอแนะนำความงามของเส้นทางรถไฟแห่งนี้ ผ่านมุมมองของช่างภาพชาวญี่ปุ่นมากฝีมือท่านหนึ่ง ที่เขาได้ตามไปเก็บภาพของรถไฟ Tadami Line จังหวัดฟุกุชิมะ ในช่วงฤดูหนาวมาให้ได้ชมกัน

คุณซุกิเสะ (ชื่อในทวิตเตอร์ @sugisugi23photo) ช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่มักจะออกเดินทางเก็บภาพความงามในฤดูต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น โดยหนึ่งในผลงานของเขา คือ ภาพทิวทัศน์ของรถไฟ Tadami Line ท่ามกลางหิมะที่ขาวโพลน ในฤดูหนาวนั่นเอง

 

สำหรับผลงานภาพถ่ายสวย ๆ ของคุณซุกิเสะ สามารถตามเข้าไปชมเพิ่มเติมได้ที่

Twitter : @sugisugi23photo
Instagram : @sugisugi23

เพิ่มเติมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปเก็บภาพของทิวทัศน์สะพานเคียวเรียว สามารถเดินทางไปเก็บภาพได้ที่ 道の駅尾瀬街道みしま宿 (Michi no eki ozekaido minjukku)

รายละเอียด
เวลาให้บริการ : ทุกวัน เวลา 8:00~18:00 (หยุดวันที่ 1-3 มกราคม)
เบอร์โทรศัพท์ : 0241-48-5677
Home Page : mishima-kankou.net

 

เพื่อน ๆ เห็นด้วยไหมคะ ว่าทิวทัศน์ของหิมะนั้นมีความงดงามราวกับมีมนต์สะกด ถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวเหน็บ หรือเดินทางลำบากเพียงใด ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเพื่อชื่นชมความสวยงามได้อย่างไม่ขาดสาย หากว่าเพื่อน ๆ มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น ต้องลองไปพิสูจน์ความงามของทิวทัศน์แห่งนี้กับตาให้ได้เลยนะคะ      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

เมื่อถึงเดือนธันวาคม ประเทศญี่ปุ่นอุณหภูมิจะเริ่มเย็นลงและเข้าสู่ฤดูหนาว สิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์และสร้างสีสันให้กับฤดูนี้ คงจะหนีไม่พ้นหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมทั่วท้องที่ ไม่ว่าจะเป็น ภูเขา ต้นไม้ ใบหญ้า และกลายเป็นภาพที่งดงามราวกับถูกวาดขึ้นมา

เส้นทางรถไฟที่ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสีขาวโพลนของหิมะแห่งนี้ คือ Tadami Line หรือ เส้นทางรถไฟทาดามิ ของบริษัท JR East ที่เชื่อมต่อระหว่างสถานี Aitsuwakamatsushi ของจังหวัดฟุกุชิมะ และสถานี Koide ของจังหวัดนีกาตะ เส้นทางรถไฟแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านทัศนียภาพที่สวยงามแทบจะในทุกฤดู นอกจากนี้ Tadami Line ได้รับการคัดเลือกว่าเป็น “เส้นทางรถไฟที่มีทิวทัศน์หิมะที่งดงาม” เมื่อปี 2003

Tadami Sen

ไฮไลต์ของสถานที่แห่งนี้คือ ทิวทัศน์ที่มองลอดผ่านต้นไม้ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะจนกลายเป็นสีขาวโพลน เห็นเงาของสะพานเคียวเรียวสะท้อนของลงบนผืนน้ำของแม่น้ำทาดามิ และมีรถไฟค่อย ๆ วิ่งผ่านสะพาน นอกจากนี้ทิวทัศน์ดังกล่าว ยังเป็นมุมถ่ายภาพยอดนิยมสำหรับช่างภาพอีกด้วย เราขอแนะนำความงามของเส้นทางรถไฟแห่งนี้ ผ่านมุมมองของช่างภาพชาวญี่ปุ่นมากฝีมือท่านหนึ่ง ที่เขาได้ตามไปเก็บภาพของรถไฟ Tadami Line จังหวัดฟุกุชิมะ ในช่วงฤดูหนาวมาให้ได้ชมกัน

คุณซุกิเสะ (ชื่อในทวิตเตอร์ @sugisugi23photo) ช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่มักจะออกเดินทางเก็บภาพความงามในฤดูต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น โดยหนึ่งในผลงานของเขา คือ ภาพทิวทัศน์ของรถไฟ Tadami Line ท่ามกลางหิมะที่ขาวโพลน ในฤดูหนาวนั่นเอง

 

สำหรับผลงานภาพถ่ายสวย ๆ ของคุณซุกิเสะ สามารถตามเข้าไปชมเพิ่มเติมได้ที่

Twitter : @sugisugi23photo
Instagram : @sugisugi23

เพิ่มเติมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปเก็บภาพของทิวทัศน์สะพานเคียวเรียว สามารถเดินทางไปเก็บภาพได้ที่ 道の駅尾瀬街道みしま宿 (Michi no eki ozekaido minjukku)

รายละเอียด
เวลาให้บริการ : ทุกวัน เวลา 8:00~18:00 (หยุดวันที่ 1-3 มกราคม)
เบอร์โทรศัพท์ : 0241-48-5677
Home Page : mishima-kankou.net

 

เพื่อน ๆ เห็นด้วยไหมคะ ว่าทิวทัศน์ของหิมะนั้นมีความงดงามราวกับมีมนต์สะกด ถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวเหน็บ หรือเดินทางลำบากเพียงใด ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเพื่อชื่นชมความสวยงามได้อย่างไม่ขาดสาย หากว่าเพื่อน ๆ มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น ต้องลองไปพิสูจน์ความงามของทิวทัศน์แห่งนี้กับตาให้ได้เลยนะคะ      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย